เมื่อ CDS เข้าไปในร่างกาย มันจะค่อยปล่อยก๊าซที่ชื่อว่า ClO₂ ออกมาที่ละลายอยู่น้ำ CDS และซึมเข้าไปในของเหลวของร่างกาย เช่น ในเลือดหรือพลาสมา


ก๊าซนี้จะไม่ทำงานแบบสุ่ม แต่จะค่อย ๆ ไปทำปฏิกิริยากับ “จุดที่มีปัญหา” เช่น บริเวณที่มีเชื้อโรคอยู่ โดยมันจะไปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสิ่งที่เป็นอันตรายผ่านกระบวนการที่เรียกว่า “ออกซิเดชัน” (คิดง่าย ๆ คือการไปเปลี่ยนสภาพของมัน หรือ ไปเผามัน)
ClO₂ จะมีลักษณะพิเศษ คือมันชอบไปจับกับส่วนที่มี “อิเล็กตรอนเยอะ” ซึ่งมักจะอยู่ในโครงสร้างสำคัญของเชื้อโรค โดยเฉพาะส่วนที่มีสารกำมะถัน เช่น
- สะพานไดซัลไฟด์ (ที่ช่วยให้โปรตีนคงรูป)
- กลุ่มไทออล (ส่วนสำคัญของเอนไซม์)

รวมถึงกรดอะมิโนบางชนิด เช่น ซีสเตอีน และเมไทโอนีน ซึ่งเป็นเหมือน “ชิ้นส่วนหลัก” ของโปรตีนในเชื้อโรค
เมื่อส่วนสำคัญเหล่านี้ถูกเปลี่ยนไป
โปรตีนของเชื้อโรคก็จะเสียรูป ทำงานไม่ได้ เช่น
- โปรตีนที่ช่วยให้เชื้อเกาะกับร่างกายเรา
- โปรตีนที่ใช้ขนส่งสาร
- หรือส่วนที่ทำให้เชื้อก่อโรค

พอระบบพวกนี้พัง เชื้อโรคก็จะอ่อนแอลง และสุดท้ายก็ไม่สามารถทำอันตรายต่อร่างกายได้เหมือนเดิม ดังนั้นความสม่ำเสมอและความต่อเนื่องนั้นสำคัญ

แต่ในขณะเดียวกัน… เซลล์ของร่างกายเราไม่ได้เปราะบางแบบนั้น
ร่างกายเรามี “ระบบป้องกันตัวเอง” อยู่แล้ว เช่น
- กลูตาไธโอน (Glutathione)
- ระบบไทโอเรดอกซิน (Thioredoxin)
- และเอนไซม์กำจัดสารพิษต่าง ๆ
ระบบเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือน “ทีมซ่อม + ทีมป้องกัน”
คอยจัดการ ClO₂ ในปริมาณเล็กน้อยได้อย่างรวดเร็ว และช่วยซ่อมแซมความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้น
เพราะเหตุนี้ เมื่ออยู่ในระดับที่ควบคุมได้
ClO₂ จะมีแนวโน้มไปกระทบ “เชื้อโรค” มากกว่า
ในขณะที่เซลล์ของร่างกายสามารถป้องกันและฟื้นตัวได้

แนวคิดนี้จึงถูกอธิบายว่าเป็น “ช่วงปรีมาณ CDS ที่เหมาะสม”
ที่สามารถลดหรือทำให้เชื้อโรคเป็นตายได้
โดยยังไม่ทำให้เซลล์ของร่างกายเสียหายมาก

